เลือกทำงานแบบไหน Work Hard หรือ Work Smart โดย จ๊อบส์ ดีบี

kaigog-bannerปัจจุบันหนุ่มสาวออฟฟิศนิยมทำงานแบบ Work Smart เพราะช่วยให้คนทำงานมีความคิดสร้างสรรค์ไม่เคร่งเครียดกับงานมากเกินไป ในขณะเดียวกันก็มีบางส่วนมองว่า การทำงานแบบ Work Hard คือความตั้งใจทุ่มเทให้งาน ทำให้งานที่ออกมามีประสิทธิภาพ ถ้าเป็นเช่นนั้นคุณอยากรู้ไหมว่าคนทำงานส่วนใหญ่ควรจะทำงานแบบไหนถึงจะก้าวไปสู่ความสำเร็จในหน้าที่การงาน วันนี้ jobsDB.com มีคำตอบ

01-07-2015_jobsDB Article_คุณจะเลือกทำงานแบบไหน Work Hard หรือ Work Smart

เช็คลิสต์คุณทำงานแบบ Work Hard  หรือเปล่า

  • มาทำงานเช้าตรู่และมักจะกลับบ้านดึก ๆ หรืออยู่เป็นคนสุดท้ายของออฟฟิศ

ในขณะที่คนทำงานคนอื่นๆ ทยอยกันกลับบ้าน แต่คนทำงานแบบ Work Hard จะยังคงนั่งปั่นงานต่อไป เพราะคนทำงานประเภทนี้จะมีงานเยอะอยู่ตลอดเวลา ทำงานชิ้นหนึ่งเสร็จ ก็จะมีงานชิ้นอื่นๆ ต่อคิวให้ทำอีกหลายต่อหลายชิ้น จนทำให้คนทำงานแบบ Work Hard ต้องอยู่ทำงานต่อที่ออฟฟิศจนดึก หรือ ประเภทมาเช้ากลับดึก

  • ชอบเอางานกลับไปทำต่อที่บ้านอย่างวันเสาร์ – อาทิตย์

ถึงแม้จะอยู่ทำงานที่ออฟฟิศจนดึก แต่งานก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะเสร็จ คนทำงานแบบ Work Hard จึงต้องหอบงานกลับไปทำต่อที่บ้านด้วย ไม่ว่าจะเป็นตอนกลางคืนหลังจากที่กลับมาจากออฟฟิศแล้ว หรือแม่แต่วันหยุดสุดสัปดาห์อย่างวันเสาร์-อาทิตย์ คนทำงานแบบ Work Hard ก็ยังคงเคลียร์งานต่อไปอย่างขะมักเขม้น

  • ให้ความสำคัญกับงานเหนือสิ่งอื่นใด

การทำงานนี่แหละใช่ที่สุด สำหรับคนทำงานแบบ Work Hard ไม่มีอะไรจะสำคัญไปกว่างานแล้วอีกแล้ว ใครจะไปไหน ทำอะไรก็ตาม แต่คนทำงานประเภทนี้ทำงานดีกว่า ไม่ค่อยให้เวลากับ แฟน ครอบครัว หรือคนรอบตัว

  • ตั้งใจ ใส่ใจ ทุ่มเทแรงกายอย่างเต็มที่เพื่อให้งานออกมาสำเร็จตามเป้าหมาย

คนทำงานแบบ Work Hard จะทุ่มเทกับการทำงานอย่างเต็มที่ ถ้างานยังไม่สำเร็จตามเป้าหมาย ก็จะยังคงทำงานต่อไป เพื่อให้งานลุล่วงไปได้

 

ผลจากการทำงานแบบ Work Hard

  • งานสำเร็จตามเป้าหมาย เมื่อคุณทำงานอย่าง Work Hard แล้ว งานของคุณสำเร็จตามเป้าหมายแน่นอน
  • ได้รับคำชื่นชมจากหัวหน้างานเมื่อผลงานสำเร็จ หัวหน้างานเห็นผลงานของคุณเป็นที่น่าพอใจ คุณก็จะได้รับคำชมจากหัวหน้างาน
  • ได้รับการประเมินผลงานเป็นที่น่าพอใจ เมื่อผลงานที่คุณทำด้วยความทุ่มเทอย่างเต็มที่ สำเร็จตามเป้าหมาย หรือเกินเป้ามายที่วางไว้ การประเมินผลงานก็จะเป็นที่น่าพอใจตามไปด้วย
  • ได้รับความไว้วางใจจากหัวหน้างานคุณจะได้รับความไว้วางใจจากหัวหน้างาน และคุณอาจได้รับมอบหมายงานที่ท้าทาย และสนุกกว่าเดิม
  • ไม่มีเวลาพักผ่อน เพราะเวลาทั้งหมดทุ่มเทให้กับการทำงาน คนทำงานแบบ Work Hard ทุ่มเทกับการทำงานอย่างเต็มที่ จึงไม่ค่อยมีเวลาให้ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ถ้าหาเวลาพักผ่อนได้ไม่ว่าจะเป็นพักผ่อนทางกาย หรือพักผ่อนทางใจก็ควรหาเวลาให้ตัวเองได้พักผ่อนบ้าง
  • สุขภาพเสื่อมโทรมจากการนอนน้อย นอนดึก และทานอาหารไม่เป็นเวลา เมื่อทำงานแบบ Work Hardไปเรื่อยๆ สุขภาพจะโทรมจากการนอนน้อย นอนดึก และทานอาหารไม่เป็นเวลา เพื่อสุขภาพที่ดีสำหรับคนทำงาน ควรทานอาหาร พักผ่อนให้เป็นเพียงพอ และเป็นเวลา เพื่อสุขภาพที่ดี และสามารถทำงานที่คุณรักได้อย่างมีความสุข
  • ไม่มีเวลาเหลือสำหรับการดูแลตัวเอง ครอบครัว และคนรอบข้าง คนทำงานแบบ Work Hard เห็นว่างานสำคัญที่สุด เวลาทั้งหมดจึงทุ่มให้กับการทำงาน ไม่มีเวลาสำหรับการดูแลตัวเอง ครอบครัว และคนรอบข้าง ลองหาเวลาว่างในแต่ละวัน แต่ละสัปดาห์เพื่อดูแลสุขภาพตัวคุณเอง หรือพาคนในครอบครัวไปรับประทานอาหารร่วมกัน อย่างน้อยก็ทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลาย อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มพลังในการทำงานให้กับตัวคุณเองได้เป็นอย่างดี

 

แล้วแบบไหนถึงจะเรียกว่าทำงานแบบ Work Smart

  • เข้างาน เลิกงานตามเวลาออฟฟิศ

เมื่อถึงเวลาเลิกงาน คนทำงานแบบ Work Smart จะเก็บของกลับบ้านทันที แต่อย่าเพิ่งมองว่าคนประเภทนี้ไม่ใส่ใจการทำงาน แต่พวกเขารู้จักจัดสรร บริหารเวลาระหว่างเวลาการทำงาน และเวลาส่วนตัวได้อย่างสมดุล

  • วิเคราะห์ จัดเรียงตามลำดับความสำคัญของงาน และวางแผนการทำงานอย่างเป็นระบบ

คนทำงานแบบ Work Smart มีความสามารถในการจัดสมดุลชีวิตกับงานของตัวเองได้ เนื่องจากพวกเขามีการวางแผนการทำงานอย่างเป็นระบบ เมื่อได้รับมอบหมายงานมาก็จะนำมาวิเคราะห์ จัดเรียงลำดับความสำคัญของงาน กำหนดTimeline และ Deadline เพื่อให้ได้ทราบว่างานอะไรที่ต้องทำก่อนหรือทำหลัง

 

  • รู้จักบริหารจัดการงานต่าง ๆ ได้อย่างมีระเบียบ

เมื่อมีการวางแผนการทำงานแล้ว คนทำงานแบบ Work Smart ก็จะสามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายมาได้อย่างเป็นระเบียบ ตามขั้นตอน งานที่สำเร็จออกมาก็จะเป็นผลงานที่สมบูรณ์

  • ในเวลาทำงานจะเต็มที่กับงานอย่างมาก

ในเวลางานคนทำงานแบบ Work Smart จะเต็มที่กับการทำงาน เพื่อให้งานแต่ละชิ้นสำเร็จตาม Timeline และ Deadlineที่ได้กำหนดไว้ และถ้าหากงานเสร็จก่อนกำหนด คนทำงานพวกนี้ก็ยังสามารถกลับมาตรวจทานงานได้อีกด้วย

 

ข้อดีของการทำงานแบบ Work Smart

  • งานสำเร็จตามเป้าหมาย ผลจากการที่คุณทำงานแบบ Work Smart งานที่ออกมาก็จะสำเร็จตามเป้าหมาย
  • ได้คำชมจากหัวหน้างาน – คุณจะได้รับคำชมจากหัวหน้างาน เพราะงานที่คุณทำนั้นออกมาสมบูรณ์เป็นระบบ ระเบียบ
  • ได้รับการประเมินผลงานเป็นที่น่าพอใจ –  เพราะคุณทำงานอย่างเป็นระบบ ระเบียบ และผลงานออกมาได้เป็นที่น่าพอใจ เมื่อได้รับการประเมินผลงานก็เป็นที่น่าพอใจด้วยเช่นกัน
  • ได้รับความไว้วางใจจากหัวหน้า – การทำอย่างเป็นระเบียบ และมีการวางแผนงานอย่างมีระบบ คุณจึงได้รับความไว้วางใจจากหัวหน้า และคุณอาจได้รับมอบหมายงานที่ซับซ้อน และท้าทายมากกว่าเดิมจากหัวหน้างานของคุณ
  • มีเวลาว่างเหลือเฟือสำหรับไปพักผ่อนหรือไปหากิจกรรมพัฒนาตนเองด้านอื่นๆ –  มีเวลาว่างเหลือเฟือสำหรับไปพักผ่อนหรือไปหากิจกรรมพัฒนาตนเองด้านอื่น ๆ
  • มีวิธีจัดการกับความเครียดได้ดี ไม่เครียดสะสม เพราะเมื่อเลิกงานก็จะไม่เอาเรื่องงานกลับมาคิ
  • มีเวลาออกกำลังกาย และทานอาหารตรงตามเวลา
  • บริหารงานเป็น ชีวิตดี มีความสุข
  • รู้จักวิเคราะห์ปัญหา สามารถบริหารและจัดการปัญหาได้ดี
  •  

มาถึงตรงนี้เราจะเห็นได้ว่าการทำงานทั้งแบบ Work Hard และ Work Smart ต่างก็มีข้อดีด้วยกันทั้งคู่ ดังนั้นหากต้องการทราบว่าแบบไหนที่เหมาะกับตัวคุณ ก็ควรเช็คตัวคุณเองก่อนว่ามีไลฟ์สไตล์แบบไหน และถ้าให้ดีก็ควรนำจุดเด่นของทั้งสองแบบมาผสมผสานกันโดยทุ่มเทให้กับงานอย่างเต็มที่ เน้นการจัดสรรงานให้เป็นระบบ คิดวิเคราะห์ก่อนลงมือทำ โดยไม่ลืมที่จะใส่ใจสุขภาพของคุณด้วยน่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด

Add a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น